DEV Community

loading...
Cover image for ว่าด้วยการจัดการสื่อที่ไม่เหมาะสม

ว่าด้วยการจัดการสื่อที่ไม่เหมาะสม

Natthapong S.
Updated on ・1 min read

หมายเหตุ: บทความนี้ถูกเขียนขึ้นโดยอาศัยทัศนคติส่วนบุคคลเป็นหลัก หากพบว่ามีส่วนหนึ่งในบทความที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือมีข้อผิดพลาดประการใด รบกวนแจ้งผู้เขียนบทความโดยด่วนเพื่อป้องกันการกระจายสารที่สร้างความเข้าใจผิดพลาด และขออภัยมา ณ ที่นี้


เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก จากกรณีที่มีการปิดกั้นเว็บไซต์วิดีโอผู้ใหญ่ชื่อดังรายหนึ่ง ว่าเป็นการจัดการการเข้าถึงที่เกินกว่าเหตุ และเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการเลือกเสพสื่อของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ดี ก่อนจะกล่าวว่าการจัดการการเข้าถึงสื่อนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ สื่อคืออะไร โดยหนึ่งในความหมายของคำว่าสื่อในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 มีความว่า

สื่อ น. ผู้หรือสิ่งที่ติดต่อให้ถึงกันหรือชักนำให้รู้จักกัน เช่น เขาใช้จดหมายเป็นสื่อติดต่อกัน กุหลาบแดงเป็นสื่อของความรัก, เรียกผู้ที่ทำหน้าที่ชักนำเพื่อให้ชายหญิงได้แต่งงานกัน ว่า พ่อสื่อ หรือ แม่สื่อ

จากความหมายข้างต้น จะเห็นว่าสื่อไม่ใช่เนื้อหาที่ถูกส่งมอบแก่ผู้รับ แต่เป็นเพียงตัวกลาง หรือแพลตฟอร์มที่ใช้ในการส่งมอบเนื้อหาเท่านั้น จากตัวอย่างในพจนานุกรมว่า เขาใช้จดหมายเป็นสื่อติดต่อกัน ไม่ได้แสดงถึงเนื้อหาในตัวจดหมาย เพียงแค่บอกว่ามีจดหมายเป็นตัวกลางในการส่งมอบเนื้อหาเท่านั้น ทั้งนี้เนื้อหาดังกล่าวจะถูกเรียกว่าสาร มาจากคำว่าสาระ และเรียกกระบวนการส่งมอบสารผ่านสื่อกลางนี้ว่า การสื่อสาร

ในการสื่อสาร สื่อ หรือ สาร ที่ไม่เหมาะสม?

ในปัจจุบันมีการจัดการการเข้าถึงสื่อที่ถูกอ้างว่าไม่เหมาะสมด้วยหลากหลายวิธี แต่มีวิธีหนึ่งที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งคือการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม วิธีการดังกล่าวเป็นการจำกัดการเข้าถึงสื่อ เนื่องจากเป็นการปิดกั้นที่ตัวกลางที่ใช้นำเสนอเนื้อหาภายในเว็บไซต์ ซึ่งหากถามว่าสารที่ถูกส่งผ่านสื่อเหล่านั้นเป็นสารที่ไม่เหมาะสมทั้งหมดหรือไม่ คำตอบย่อมชัดเจนคือไม่ใช่ ยกตัวอย่างเนื้อหาในเว็บไซต์ Pornhub นอกจากวิดีโอผู้ใหญ่ก็มีเนื้อหาอย่างอื่นเช่นเพลงรีมิกซ์ หรือวิดีโอสื่อการสอนแก้โจทย์ฟิสิกส์ ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้คาดว่าน่าจะเข้าถึงวิดีโอทั้งสองไม่ได้เนื่องจากเว็บไซต์ถูกปิดกั้นไปแล้ว

ในทางกลับกัน ช่วงปีที่ผ่านมามีการรายงานว่าเว็บไซต์ YouTube Kids ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสำหรับเด็กโดยเฉพาะ มีการปรากฏคลิป Momo Challenge ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอที่สอดแทรกเนื้อหาชัดจูงให้เด็กทำชาเลนจ์ต่าง ๆ และเริ่มร้ายแรงจนถึงขั้นทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตาย จนกลายเป็นกระแสที่ถูกกล่าวถึงในวงกว้าง แต่กลับกลายเป็นว่ารายงานดังกล่าวเป็นเพียงข่าวปลอม อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นข่าวปลอมแต่กระแสที่เกิดขึ้นเป็นของจริง มีการนำเสนอข่าวจริง และกระแสดังกล่าวนี้เองก็ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงในการเข้าถึงข้อมูลของ Momo Challenge ที่เคยเป็นเพียงแค่ข่าวปลอม โดยที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองขึ้นจริง ๆ (อ่านเพิ่ม... ทำความรู้จัก 'โมโม ชาเลนจ์' โดย Mthai)

หมายเหตุ ขออนุญาตไม่นำเสนอภาพ Momo Challenge เนื่องจากมีลักษณะค่อนข้างน่ากลัว อาจส่งผลกระทบทางจิตใจของผู้พบเห็นได้

จะเห็นว่าแม้แต่ Pornhub ที่ถูกจัดว่าเป็นสื่อที่ไม่เหมาะสม ก็มีเนื้อหาบางอย่างที่ไม่ได้มีพิษมีภัยหรือน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันทั้ง YouTube Kids และผู้สื่อข่าว ก็เป็นสื่อที่ไม่ถูกจัดว่าไม่เหมาะสม แต่กลับเป็นส่วนในการกระจายสารที่ไม่เหมาะสมได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง YouTube Kids แท้จริงแล้วเพียงแค่ถูกอ้างว่านำเสนอสารที่ไม่มีอยู่จริงเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การถูกกำหนดในระดับสื่อว่าเป็นสื่อที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอาจมีแนวโน้มที่จะแม่นยำเลือนราง สารที่ไม่เหมาะสมสามารถปรากฏได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่บนสื่อใด จึงมีข้อสังเกตว่าหรือที่จริงแล้ว สิ่งที่เราควรสนใจไม่ใช่การจัดการสื่อ แต่เป็นสาร

แล้วสารใดที่ควรถูกตีค่าว่าไม่เหมาะสม?

สิ่งที่ถูกนำมาพิจารณาเป็นปัจจัยในการจัดระดับความเหมาะสมในการรับชมในประเทศไทย มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเด็นได้แก่ พฤติกรรมและความรุนแรง เพศ และการใช้ภาษา สำหรับรายการโทรทัศน์ ประเด็นดังกล่าวนี้จะนำมาแบ่งกลุ่มผู้ชมได้ 7 ระดับคือ ป. ด. ท. น.13 น.18 และ ฉ. กล่าวคือเป็นการแบ่งโดยใช้อายุของผู้รับสารเป็นเกณฑ์ โดยที่แต่ละกลุ่มจะถูกจำกัดเวลาการออกอากาศต่างกัน

การมีเกณฑ์เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ดีเกณฑ์ดังกล่าวกลับไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนว่าสารใดควรถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มไหน ยกตัวอย่างเกณฑ์ของรายการระดับ ฉ. มีนิยามของเนื้อหาว่า การใช้ภาษา หรือมีพฤติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรม วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของชาติ ซึ่งเมื่อลองพิจารณาดูแล้วก็จะพบว่า เกณฑ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ตรวจสอบเพียงอย่างเดียว ด้วยเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจนนี้เองทำให้ผู้ผลิตรายการไม่ทราบขอบเขตในการนำเสนอของตนเอง และต้องคอยลุ้นว่าเมื่อใดที่รายการของตนจะถูกตีค่าว่า ไม่เหมาะสม

ถึงแม้จะมีระดับความไม่เหมาะสมจนถึงระดับ ฉ. เฉพาะผู้ใหญ่แล้วนั้น สื่อลามกหรือวิดีโอผู้ใหญ่กลับอยู่นอกเหนือจากเกณฑ์ทั้งปวง และถูกตีค่าว่าไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลทำนองว่าการปล่อยให้เผยแพร่ได้อย่างเสรี อาจส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้เกิดการควบคุมทางกฎหมายของรัฐ ซึ่งเป็นการห้ามในหลายกรณี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 กำหนดการกระทำผิดไว้ 3 รูปแบบดังนี้

  1. เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้เผยแพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก
  2. ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น
  3. เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด

จากประมวลกฎหมายดังกล่าวจะเห็นว่า รัฐให้ความสำคัญกับการเผยแพร่มากกว่าครอบครอง กล่าวคือการครอบครองสื่อลามกนั้นไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใดหากยังเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อเรามีเกณฑ์การจัดระดับความเหมาะสมในการรับชมสารแล้ว การจัดการด้วยกฎหมายให้ไม่สามารถเผยแพร่สารได้นั้น เป็นการควบคุมสื่อที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ เราจำเป็นต้องแอบซ่อนการเสพสื่อลามกเพราะอะไร และในฐานะผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย เราจะสามารถเชื่อว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดได้อย่างไร

สื่อลามกอันตรายขนาดนั้นจริงหรือ?

อันตรายของสื่อลามกนั้นเป็นที่ถกเถียงมาอย่างยาวนาน มีหลายงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการเสพสื่อลามกมีอิทธิพลต่อการกระทำผิดทางเพศจริง แต่ในขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยที่เห็นแย้งและกล่าวว่าสื่อลามกนั้นช่วยลดการกระทำผิดทางเพศเช่นเดียวกัน เนื่องจากพื้นฐานของงานวิจัยแต่ละงานมีการสำรวจกลุ่มตัวอย่างและมีปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกัน แต่ถึงอย่างไร การบังคับใช้กฎหมายย่อมยึดโยงกับบรรทัดฐานทางสังคมดั้งเดิม ที่มองว่าเรื่องเพศเป็นของสกปรก ส่งผลให้เกิดการกันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยการสั่งห้ามการเผยแพร่สื่อลามกอย่างเป็นสาธารณะ และเสียงของฝั่งหัวก้าวหน้าที่มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องปกติย่อมถูกลดทอนความสำคัญลงโดยปริยาย

ในมุมของผู้ใหญ่ หนึ่งในปัญหาที่สำคัญคือปัญหาการหย่าร้าง จากข้อมูลปี 2550 พบว่าในการแต่งงานมีสถิติการหย่าร้างมากถึง 91,155 คู่ หรือคิดเป็น 26% กล่าวคือใน 5 คู่จะต้องมีคู่ที่หย่าร้าง 1 คู่ โดยผศ.นพ.พันธ์กดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินารีแพทย์ได้ให้รายละเอียดว่าชายไทย 79% สำเร็จความใคร่ในเกือบทุกครั้งของการมีเพศสัมพันธ์ แต่กลับมีผู้หญิงเพียง 30% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการสำเร็จความใคร่ บางคนต้องแกล้งทำเป็นเหมือนว่าเสร็จกิจ และต้องอาศัยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดความเครียด และนำไปสู่ความระหองระแหงและปัญหาบานปลายตามมา นพ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์ ได้วิเคราะห์ว่าผู้หญิงหลายคนไม่กล้าพูดถึงความต้องการของตนเอง ด้วยบรรทัดฐานทางสังคมที่กำหนดไว้ว่าเรื่องเพศเป็นสิ่งไม่ดี และทำให้ถูกมองว่าเป็นพวกมักมากในกาม (อ่านเพิ่ม... ไคลแม็กซ์ ต้นเหตุปัญหาหย่าร้างของผู้หญิงยุคใหม่ โดย Kapook)

เช่นเดียวกันกับในเด็ก เมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในวัย 10-13 ปี การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนส่งผลให้อารมณ์และความรู้สึกเปลี่ยนไปจากวัยเด็ก สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการมีอารมณ์หรือความคิดทางเพศ เป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเพื่อสุขภาวะทางเพศที่ดี ย่อมเกิดการขวนขวายหาเครื่องมือเพื่อสำเร็จความต้องการทางเพศอย่างเลี่ยงไม่ได้ บรรทัดฐานทางสังคมส่งผลให้เด็กจัดการเรื่องนี้กันด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านการปรึกษาผู้ใหญ่ การห้ามการเข้าถึงสื่อลามกทำให้เด็กมองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องผิด สุดท้ายแล้วเด็กก็มีความสามารถมากพอในการหาสื่อลามกอยู่ในครอบครอง แต่ด้วยการมองว่านี่คือสิ่งที่ผิดแล้วยิ่งทำให้เด็กห่างไกลจากการปรึกษากับผู้ใหญ่ เด็กจะเริ่มศึกษาแบบครูพักลักจำ ส่งผลให้เด็กขาดความรู้และความเข้าใจที่ดีในเรื่องเพศ

ในสามย่อหน้าที่ผ่านมา หากสังเกตจะมีคำสำคัญที่เป็นจุดร่วมกันคือ บรรทัดฐานทางสังคม เพื่อปกป้องบรรทัดฐานทางสังคมนั้นการแสดงออกที่ขัดต่อบรรทัดฐานทางสังคมจะถูก ห้าม ด้วยกลไกต่าง ๆ ซึ่งการห้ามนี้เองทำให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรม ทำเสมือนว่าไม่มีปัญหาแต่แท้จริงปัญหาก็ไม่ได้หายไป แต่กลับถูกปิดไว้ไม่ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ เช่นเดียวกันกับปัญหาทางเพศ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ปัญหามักเกิดจากการขาดความรู้และความเข้าใจอันเกิดมาจากการห้ามแสดงออก แม้ว่าการเสพสื่อลามกอาจสร้างปัญหา แต่ในทางกลับกันเราสามารถใช้สื่อลามกในฐานะสื่อเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีในเรื่องเพศได้ สิ่งใดที่ไม่ถูกไม่ควรในสื่อลามกควรถูกพูดได้ว่าผิดอย่างไร และมีปัญหาอย่างไร สิ่งใดมีประโยชน์ก็สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เพื่อประโยชน์ที่กล่าวมาสื่อลามกจะต้องเข้าถึงได้และไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งที่ทำลายสิ่งดีงามทางจารีตประเพณี

ทุกคนคือสื่อ

ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้ใช้งานสามารถเป็นผู้สร้างเนื้อหา ความเป็นไปได้ในการปิดกั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ การห้ามจึงเป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืน อย่างไรก็ดี หากจะไม่มีการจัดการก็ไม่ได้เนื่องจากสื่อก็สามารถสร้างสารที่เสริมสร้างความเข้าใจผิดและสร้างปัญหาได้เช่นเดียวกัน นั่นทำให้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้สร้างเนื้อหาจะต้องพึงระลึกว่า สารที่ตัวเองส่งออกไปย่อมมีผลกระทบต่อสังคม ไม่ว่าจะนำไปสู่ทางที่ดีหรือไม่ก็ตาม กล่าวคือผู้สร้างเนื้อหาต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วสิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือการเสริมสร้างความรู้และการปลูกฝังค่านิยม ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญและพลังของสื่อ

นอกจากกระบวนการข้างต้นแล้ว สิ่งที่มีอยู่ที่ไม่ถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมคือการจัดระดับความไม่เหมาะสมของสาร ซึ่งสามารถนำมาใช้กับสารประเภทต่าง ๆ ที่ถูกจัดว่าไม่เหมาะสมจนถึงระดับที่ผิดกฎหมาย ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมทางกฎหมายอย่างถูกต้อง เปิดโอกาสให้คนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ผู้สร้างเนื้อหาสามารถสร้างรายได้จากการสร้างสารโดยไม่ต้องหลบซ่อน แต่การจัดระดับความไม่เหมาะสมนั้นต้องมีความสำคัญ มีการนิยามระดับความไม่เหมาะสมอย่างชัดเจน และมีการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดกว่าในปัจจุบัน

ในมุมของผู้บริโภคและคนทั่วไป สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเสพสารทุกประเภท คือความรู้และการรู้เท่าทันในสารที่ได้รับ ผู้บริโภคควรมีการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะมองเห็นประโยชน์และโทษของสารที่ได้รับได้ ไม่ว่าสารนั้นจะเป็นสารที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ตาม เพราะสารนั้นสามารถเหมาะสมและไม่เหมาะสมได้ด้วยมุมมองที่ต่างกันและเวลาที่ผ่านไป

ปัจฉิมลิขิต

สิ่งที่ขาดไม่ได้ และทำให้แนวคิดทั้งหมดเป็นไปไม่ได้เลยหากบรรทัดฐานทางสังคมในปัจจุบันยังไม่อำนวยต่อการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือไม่ตาม หากการตั้งคำถามยังถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อโครงสร้างสังคมเดิม การแก้ปัญหาย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นทิศทางในการเสริมสร้างความรู้การรู้เท่าทันในสื่อนั้นต้องแก้ไขตั้งแต่ระดับโครงสร้างสังคม ให้ผู้คนมีความเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความชอบ สามารถพูดสิ่งที่ตนอยากพูด ถามในสิ่งที่ตนสงสัย และแสดงออกในสิ่งที่ตนต้องการได้ เมื่อสังคมอยู่ในจุดที่เคารพในความหลากหลายมากพอ การเรียนรู้ก็ไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป เพราะความรู้ก็เป็นความหลากหลายเช่นกัน ปัญหาต่าง ๆ จะถูกพูดถึงได้ และสามารถเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา และปัญหาก็จะลดลงได้อย่างยั่งยืน

Discussion (0)